ท่าทารกในครรภ์ มีลักษณะเป็นอย่างไร? ลูกนอนท่าไหนคลอดง่าย

เชื่อว่าคุณแม่หลายคนก็คงอยากรู้กันใช่ไหมคะว่า ทารกในครรภ์นอนท่าไหนได้บ้าง และในแต่ละท่าบ่งบอกลักษณะอย่างไรบ้าง หากลูกนอนในท่านี้เราสามา 

 75 views

เชื่อว่าคุณแม่หลายคนก็คงอยากรู้กันใช่ไหมคะว่า ทารกในครรภ์นอนท่าไหนได้บ้าง และในแต่ละท่าบ่งบอกลักษณะอย่างไรบ้าง หากลูกนอนในท่านี้เราสามารถที่จะคลอดลูกได้เองตามธรรมชาติหรือเปล่า หรือมีท่าไหนบ้างที่เราต้องทำการผ่าคลอด เอาเป็นว่าเรามารู้จักกับ ท่าทารกในครรภ์ ไปพร้อมกันเลยดีกว่านะคะ



ท่าทารกในครรภ์ แต่ละท่าประกอบด้วยท่าอะไรบ้าง?

สำหรับใครที่ยังไม่ทราบว่า หากลูกในท้องของเรานอนท่านี้ สิ่งนี้เรียกว่าท่าอะไร และในแต่ละท่าบ่งบอกถึงเรื่องอะไรบ้าง หากคุณแม่คนไหนพร้อมแล้ว เรามาทำความเข้าใจในแต่ละท่าไปพร้อมกันเลยค่ะ
บทความที่เกี่ยวข้อง : น้ำหนักทารกแรกเกิด ควรหนักเท่าไหร่ดี? ลูกมีน้ำหนักตามเกณฑ์ไหมมาดูกัน

ท่าทารกในครรภ์



1. ท่า ROT (right occiput transverse)

มาดูกันที่ท่าแรก ซึ่งท่านี้จะเป็นท่าที่ทารกบริเวณท้ายทอยของทารกอยู่ในแนวขวางบริเวณช่องเชิงกรานของคุณแม่ ซึ่งการนอนในท่านี้ของทารกค่อนข้างที่จะทำให้คุณแม่คลอดได้ยาก อีกทั้งอาจจะทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บในช่วงระหว่างการคลอดได้ เพราะฉะนั้นก่อนที่คุณแม่จะคลอดเจ้าตัวเล็กออกมา คุณหมอก็อาจจะต้องทำการเช็กรายละเอียดต่าง ๆ ให้ดีก่อน เพื่อที่คุณแม่และลูกในท้องจะได้ปลอดภัยนั่นเองค่ะ



2. ท่า LOT (left occiput transverse)

ท่านี้ก็เป็นอีกท่าที่บริเวณท้ายทอยของลูกอยู่ในแนวขวางบริเวณช่องเชิงกรานของคุณแม่ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นอีกท่าที่ค่อนข้างคลอดธรรมชาติได้ยากเช่นเดียวกัน เพราะจะทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บ หรือหากใครที่มีความตั้งใจอยากคลอดลูกเองตามธรรมชาติ หากเจ้าตัวเล็กนอนอยู่ในท่านี้อาจจะต้องใช้เวลาในการคลอดลูกนานเลยทีเดียวค่ะ



3. ท่า ROP (right occiput posterior)

ในส่วนของท่านี้ ท้ายทอยของเจ้าตัวเล็กจะอยู่บริเวณด้านหลังของเชิงกราน ซึ่งท่านี้จะอยู่ที่บริเวณด้านขวา โดยส่วนใหญ่จะมองว่าท่านี้เป็นท่าที่คลอดธรรมชาติได้ค่อนข้างง่าย แต่หารู้ไหมว่าหากทารกในครรภ์ของเรามีน้ำหนักตัวที่มากจนเกินไป ก็อาจจะทำให้คุณแม่คลอดธรรมชาติได้ค่อนข้างยากอยู่เหมือนกัน อีกทั้งยังเป็นท่าที่ค่อนข้างทำให้คุณแม่รู้สึกปวดหลังขึ้นมาด้วยนะคะ



4. ท่า LOP (left occiput posterior)

มาต่อกันที่ท่านี้กันบ้าง เป็นท่าที่ท้ายทอยของเจ้าตัวเล็กจะอยู่ที่บริเวณด้านซ้ายของช่องเชิงกรานของคุณแม่ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นท่านอนที่ทารกเบี่ยงไปท่าซ้าย ซึ่งก็ถือว่าเป็นท่าที่ค่อนข้างคลอดง่ายอยู่เหมือนกัน แต่คุณแม่หลายคนอาจจะต้องคอยรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามไปด้วย เพราะหากทารกนอนในท่านี้ก็ค่อนข้างที่จะทำให้คุณแม่มีอาการปวดหลังขึ้นมาได้เหมือนกัน



5. ท่า LOA ( left occiput anterior )

เมื่อทารกนอนในท่านี้ จะเป็นท่าที่บริเวณท้ายทอยของเจ้าตัวเล็กอยู่บริเวณด้านหน้าของช่องเชิงกรานของคุณแม่ ซึ่งท่านี้จะอยู่ที่บริเวณด้านซ้ายของช่องเชิงกราน เป็นท่าที่ทำให้ทารกนอนได้อย่างสบาย อีกทั้งยังเป็นท่าที่คุณแม่สามารถคลอดได้เองตามธรรมชาติ เรียกได้ว่าปลอดภัยทั้งคุณแม่และเจ้าตัวเล็กเลยนะคะ



6. ท่า ROA (right occiput anterior)

มาดูกันที่ท่านี้บ้างดีกว่า ท่านี้ส่วนที่เป็นท้ายทอยจะอยู่บริเวณด้านหน้าทางด้านขวาของช่องเชิงกรานของคุณแม่ เรียกได้ว่าเป็นอีกท่านอนของทารกในครรภ์ที่ค่อนข้างคลอดได้ง่ายและปลอดภัยมาก ๆ หากคุณแม่คนไหนที่มีความตั้งใจอยากคลอดลูกเองตามธรรมชาติ หากเจ้าตัวเล็กนอนในท่านี้ บอกเลยค่ะว่าคลอดง่ายแน่นอน



ข้อดีของการผ่าคลอดคืออะไร?

สำหรับคุณแม่คนไหนที่ค่อนข้างกลัวการคลอดลูกเองตามธรรมชาติ หรืออยากรู้ว่าหากเราทำการผ่าคลอด สิ่งนี้จะส่งผลดีในเรื่องไหนบ้าง และการผ่าคลอดนั้นจะเป็นอันตรายต่อเราและลูกในท้องหรือเปล่า เรามาดูไปพร้อมกันเลยดีกว่า

บทความที่เกี่ยวข้อง : วางแผนการเงินตอนท้อง ทำยังไงดี? สิ่งสำคัญที่คุณแม่ควรใส่ใจ



ท่าทารกในครรภ์



1. สามารถกำหนดวัน เวลาได้

การที่คุณแม่ทำการผ่าคลอดนั้น แน่นอนว่าสิ่งนี้เป็นอะไรที่เราสามารถกำหนดวันและเวลาได้ ว่าเราอยากที่จะคลอดเจ้าตัวเล็กในช่วงเวลาไหน อีกทั้งสิ่งนี้ยังทำให้คุณแม่มีความพร้อมในการคลอดลูกมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยลดความกังวลให้กับคุณแม่ได้มาก ๆ เลยล่ะค่ะ

2. คุณหมอได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า

สิ่งสำคัญต่อมาของการผ่าคลอดเลยคือ คุณหมอจะได้มีการวางแผนและเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าด้วยเช่นกัน และเมื่อไหร่ที่คุณหมอได้มีการวางแผนการผ่าคลอดมาเป็นอย่างดี สิ่งนี้ก็ค่อนข้างที่จะทำให้คุณแม่และลูกในท้องของเราปลอดภัยตามไปด้วยนั่นเองค่ะ



3. ลดอาการเจ็บให้กับคุณแม่

อีกหนึ่งสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญไม่แพ้ข้ออื่น ๆ นั่นคือ สิ่งนี้ค่อนข้างที่จะช่วยลดอาการเจ็บให้กับคุณแม่ได้เป็นอย่างดีมาก ๆ เพราะการที่เราทำการผ่าคลอดนั้น โดยส่วนใหญ่ก็อาจจะไม่ได้รอให้เจ็บท้องคลอด และสามารถทำการผ่าคลอดได้เมื่อลูกในท้องของเรามีอายุครรภ์ครบตามกำหนด และมีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงพร้อมทำการผ่าคลอดนะคะ



ข้อดีของการคลอดลูกแบบธรรมชาติดีอย่างไร?

สำหรับคุณแม่คนไหนที่อยากคลอดลูกเอง หรืออยากคลอดแบบธรรมชาติ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่เรากำลังคิดอยู่ในตอนนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า เอาเป็นว่าไม่ต้องเป็นกังวลใจไปนะคะ เราดูข้อดีของการคลอดลูกแบบธรรมชาติกันเลยดีกว่า

บทความที่เกี่ยวข้อง : เรื่องน่ารู้! บล็อกหลังคลอด ตัวช่วยบรรเทาความเจ็บปวด สำหรับแม่ท้องคลอดลูก


ท่าทารกในครรภ์



1. เกิดความภาคภูมิใจ

สิ่งที่จะทำให้คุณแม่เห็นและสัมผัสได้อย่างชัดเจนเป็นสิ่งแรกเลยคือ ความภาคภูมิใจ แน่นอนว่าการที่เราคลอดลูกเอง หรือเบ่งลูกออกมาเอง สิ่งนี้เป็นอะไรที่ทำให้คุณแม่หลายคนรู้สึกมีความสุขจนบอกไม่ถูกเลยทีเดียว ยิ่งตอนที่ได้เห็นหน้าเจ้าตัวเป็นครั้งแรก เชื่อเลยค่ะว่าสิ่งนี้อาจจะทำให้คุณแม่หลายคนน้ำตาคลอเลยล่ะค่ะ



2. คุณแม่จะรู้สึกฟื้นตัวเร็ว

การที่คุณแม่ได้คลอดเจ้าตัวเล็กในแบบธรรมชาติ สิ่งนี้ก็จะช่วยทำให้คุณแม่ฟื้นตัวได้เร็วมากยิ่งขึ้น เพราะแผลคลอดค่อนข้างเป็นแผลเล็ก อีกทั้งไม่ได้เกิดบาดแผลบริเวณปากมดลูกด้วย เพราะฉะนั้นหากใครที่อยากฟื้นตัวเร็วขึ้น เราก็อาจจะเลือกคลอดแบบธรรมชาติได้เลยนะคะ



3. ลดการติดเชื้อจากบาดแผล

สิ่งสำคัญอีกหนึ่งอย่างสำหรับการคลอดลูกเองตามธรรมชาติ นอกจากคุณแม่จะมีแผลที่ค่อนข้างเล็กแล้วนั้น สิ่งนี้ยังค่อนข้างที่จะช่วยลดการติดเชื้อจากบาดแผลให้กับคุณแม่ได้ดีมาก ๆ ด้วย หากใครที่ไม่อยากเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เราก็อาจจะเลือกคลอดลูกเองตามธรรมชาติได้เลย



จากข้อมูลที่เราได้นำมาฝากคุณแม่แล้วนั้น ไม่ว่าคุณแม่จะคลอดลูกเองแบบธรรมชาติ หรือทำการผ่าคลอด สิ่งสำคัญที่เราจะต้องดูอีกอย่างเลยคือ ท่านอนของทารกในครรภ์ นะคะ โดยคุณแม่อาจจะต้องทำการปรึกษาคุณหมอด้วยค่ะว่า หากทารกนอนในลักษณะแบบนี้ เราสามารถที่จะคลอดลูกได้เอง หรือควรที่จะทำการผ่าคลอด เพื่อที่คุณแม่และลูกในท้องจะได้ปลอดภัยมากขึ้นนะคะ


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ น้ำคร่ำ แม่ท้องจำเป็นต้องเจาะไหม ?​ ถุงน้ำคร่ำแตกจะคลอดแล้วหรือเปล่า ? 

ทำไมท้องแล้วมี มูกปนเลือด ใช่มูกเลือดก่อนคลอดหรือเปล่า ? อันตรายไหม ? 

ฤกษ์คลอด 2566 ปฏิทินวันดี วันคลอดบุตร เฮง ๆ ปัง ๆ พาลูกเกิดแบบสายมู!

ที่มา : 1, 2