คลอดธรรมชาติดีอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะคลอดแบบธรรมชาติได้ ?

คลอดธรรมชาติ เป็นวิธีการคลอดที่คุณแม่หลายคนต้องการ เนื่องจากมีแผลเล็ก ฟื้นตัวได้ไวกว่าการคลอดแบบผ่าคลอด แต่วิธีการคลอดต้องขึ้นอยู่กับควา 

 197 views

คลอดธรรมชาติ เป็นวิธีการคลอดที่คุณแม่หลายคนต้องการ เนื่องจากมีแผลเล็ก ฟื้นตัวได้ไวกว่าการคลอดแบบผ่าคลอด แต่วิธีการคลอดต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของครรภ์ ตามความเห็นของแพทย์ด้วย หากคุณแม่คนไหนที่มีครรภ์แข็งแรง ความเสี่ยงน้อย บทความนี้จะพาไปดูว่ามีอะไรบ้างที่เกี่ยวกับการคลอดแบบธรรมชาติที่คุณแม่ต้องรู้บ้าง

ทำความรู้จักการคลอดธรรมชาติเบื้องต้น

การคลอดแบบธรรมชาติ (Natural birth) เป็นการคลอดจากการที่คุณแม่แบ่งคลอดทารกออกจากช่องคลอด แตกต่างจากการผ่าตัดอย่างสิ้นเชิง โดยปกติแล้วการคลอดแบบธรรมชาตินี้ จะทำได้ในช่วงของการตั้งครรภ์ 37 – 42 สัปดาห์ โดยทารกจะถูกคลอดออกมาในท่ากลับหัว เป็นวิธีที่แพทย์แนะนำมากกว่าการผ่าคลอด เพราะเป็นการบ่งชี้ว่าครรภ์ของคุณแม่มีสุขภาพดี ทารกมีโอกาสแข็งแรงตามมาตรฐานสูง ปราศจากภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ที่เป็นอันตราย

สำหรับคุณแม่บางรายที่มีความเสี่ยงน้อย อาจสามารถเลือกคลอดแบบธรรมชาติได้ หากแพทย์เห็นด้วยว่าสมควร แต่สำหรับคุณแม่ที่ครรภ์มีความเสี่ยงมากกว่า แพทย์จะแนะนำให้ทำการผ่าคลอดแทน เพื่อความปลอดภัย ถึงปม้จะเป็นวิธีตามธรรมชาติ แต่การคลอดแบบปกติอาจมีการใช้เครื่องมือแพทย์ หรือตัวยาอื่น ๆ ระหว่างทำการคลอดด้วย เช่น ยาบรรเทาอาการปวด หรืออัลตราซาวนด์ดูทารกในครรภ์ เป็นต้น

บทความที่เกี่ยวข้อง : 7 สัญญาณเตือนก่อนคลอด มีอาการอะไรบ้างที่คุณแม่ห้ามพลาด

วิดีโอจาก : พี่กัลนมแม่ Pekannommae mother and child care

ทำไมการคลอดแบบธรรมชาติจึงดีกว่า ?

การคลอดแบบปกติที่ไม่ใช่การผ่าคลอด เป็นการคลอดที่คุณแม่หลายคนต้องการ เนื่องจากมีประโยชน์หลายอย่าง ต่อทั้งคุณแม่เอง และตัวของทารกน้อย ทั้งในระหว่างคลอด และหลังคลอด ดังนี้

  • ความปลอดภัยสูง : การคลอดแบบปกติจะมีการใช้ตัวยาที่น้อยกว่าการผ่าคลอดอย่างชัดเจน และยังเป็นวิธีคลอดที่ทำให้คุณแม่เสียเลือดน้อย ทำให้มีโอกาสติดเชื้อในมดลูกน้อยตามไปด้วย ส่งผลให้คุณแม่ และทารกไม่เสี่ยงจากผลข้างเคียงของยา
  • ท้องแรกทำให้มีแผลเล็ก : คุณแม่ที่ท้องแรก ยังไม่เคยมีประสบการณ์คลอดมาก่อน แพทย์อาจทำแผลฝีเย็บเพื่อทำให้ช่องคลอดยืดหยุ่นมากขึ้น แผลนี้จะมีขนาดเล็กมากอยู่ที่ประมาณ 2 – 4 เซนติเมตรเท่านั้น แต่ต้องขึ้นอยู่กับขนาดตัวของทารกด้วยเช่นกัน
  • ไม่เสียเวลาพักฟื้นนาน : เนื่องด้วยไม่ใช่การผ่าคลอด ทำให้แผลของคุณแม่มีขนาดเล็กกว่ามาก ทำให้ใช้เวลาในการพักรักษาตัวไม่นาน มีโอกาสอยู่กับทารกได้เร็วขึ้น นานขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญของคุณแม่ และลูกน้อย
  • มีส่วนทำให้ทารกแข็งแรงขึ้น : การคลอดแบบปกติ จะทำให้ทารกได้รับภูมิคุ้มกันเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมาจากครรภ์ของคุณแม่ มากกว่าการผ่าคลอด ทำให้ทารกมีภูมิคุ้มกันที่มากขึ้น


ทำไมคุณแม่ทุกคนจึงไม่สามารถคลอดธรรมชาติได้

จากที่เรากล่าวไปข้างต้นว่า การเลือกรูปแบบของการคลอดนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณแม่ แต่ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของร่างกาย และความแข็งแรงของครรภ์ ว่ามีความผิดปกติหรือไม่ หากคุณแม่มีความเสี่ยงภาวะต่าง ๆ จะไม่สามารถคลอดแบบธรรมชาติได้ ดังนี้

  • คุณแม่มีอาการของครรภ์เป็นพิษ อาจมีความรุนแรงถึงขั้นทำให้คุณแม่ และทารกในครรภ์เสียชีวิตได้
  • คุณแม่มีความเสี่ยงจากโรคอื่น ที่ส่งผลต่อคุณแม่ และทารกได้ เช่น มะเร็งปากมดลูก หรือโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ เป็นต้น โรคเหล่านี้จะทำให้ไม่สามารถคลอดแบบธรรมชาติได้อย่างปกติ
  • มีภาวะของรกเกาะต่ำ ความเสี่งจะยิ่งมากขึ้นหากคุณแม่เคยมีภาวะรกเกาะต่ำ, เคยคลอดแบบผ่าตัด หรือเคยมีการผ่าตัดเกี่ยวกับมดลูกมาก่อน
  • ครรภ์ไม่ได้มีความผิดปกติ แต่มีขนาดตัวใหญ่มากเกินไป หรืออาจอยู่ในท่าที่ไม่สามารถคลอดได้สะดวก เช่น ทารกไม่ยอมกลับหัว เป็นต้น


บทความที่เกี่ยวข้อง : ครรภ์เป็นพิษ เกิดจากอะไร อันตรายต่อเด็กและแม่ท้องหรือไม่ ?

คลอดธรรมชาติ


คุณแม่เคยผ่าคลอดมาก่อน ต่อไปจะสามารถคลอดแบบธรรมชาติได้ไหม

การคลอดแบบธรรมชาติหลังจากเคยผ่าคลอดมาแล้ว (Vaginal Birth after Cesarean หรือ VBAC) สามารถทำได้ภายใต้การดูแลของแพทย์ผ่านการประเมินต่าง ๆ และการติดตามอาการ ความสมบูรณ์ของครรภ์ ซึ่งเป็นการวางแผน และคอยดูแลอย่างละเอียดรอบคอบ เหมาะสำหรับคุณแม่ที่เคยมีประวัติผ่าคลอดมาก่อน หรือต้องการมีลูกหลายคน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากขึ้นในการทำคลอด

การปฏิบัติตัวก่อน – หลังคลอดแบบธรรมชาติ

  • ก่อนคลอด : คุณแม่ควรศึกษาการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง สัญญาณการคลอดว่ามีอะไรบ้าง อาจสอบถามจากแพทย์ที่ฝากครรภ์ก็ได้ รวมไปถึงการดูแลตนเอง เพื่อให้ตลอดการทำคลอดผ่านไปได้ด้วยดีที่สุด รวมถึงการเตรียมเอกสารจำเป็นโดยเฉพาะสมุดฝากครรภ์ เพื่อให้แพทย์มีข้อมูลครบถ้วน รวมไปถึงการเตรียมสิ่งของจำเป็นที่ต้องใช้หลังจากคลอด
  • หลังคลอด : โดยทั่วไปหากคุณแม่แข็งแรงดีจะพักในโรงพยาบาล 2 วัน ภายใต้การดูแลของแพทย์ คุณแม่ควรนำลูกเข้าเต้าทันที เพื่อช่วยเลี่ยงปัญหาน้ำนมไม่ออก หรือมีน้ำนมน้อย เมื่อกลับบ้านหากมีแผลฝีเย็บควรเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ 4 – 6 สัปดาห์, ออกกำลังกายเบา ๆ ได้หลังคลอดไปแล้ว 6 สัปดาห์


ให้ความสำคัญกับมื้ออาหารหลังคลอดเสมอ

หลังคลอดสิ่งที่สำคัญกับคุณแม่ และทารกนั่นคือ “มื้ออาหาร” เนื่องจากสิ่งที่คุณแม่ทาน จะสามารถส่งผลต่อทารกได้ผ่านการดูดนม หลังจากคลอดแล้ว คุณแม่จึงควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เป็นอาหารที่ย่อยได้ง่าย ให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วทั้งเนื้อปลา, ตับ, นม, ไข่ โดยเฉพาะผัก และผลไม้ ที่สามารถช่วยป้องกันท้องผูก และช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่เสียหายกลับมาปกติได้เร็วมากขึ้น

ในด้านของอาหารที่ควรเลี่ยง คือ อาหารหมักดองต่าง ๆ, แอลกอฮอล์, อาหารที่ปรุงไม่สุก และอาหารที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน หากต้องการทานอาหารเสริมใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนว่าเหมาะสม ปลอดภัยหรือไม่ หรือให้แพทย์ช่วยแนะนำอาหารเสริมที่เหมาะสมกับร่างกายของคุณแม่แต่ละคนก็ได้

นอกจากนี้หลังจากคลอดแบบธรรมชาติไปแล้ว แม้จะเป็นการบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ แต่คุณแม่ควรมาพบแพทย์หลังจากคลอดตามที่แพทย์นัดหมายด้วย เนื่องจากอาจมีภาวะอื่น ๆ แทรกซ้อนมาหลังจากการทำคลอดได้เช่นกัน

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ท่านอนคนท้องที่ปลอดภัย ท้องอ่อน ท้องแก่ ต้องนอนแบบไหน ?

10 พฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงระหว่างตั้งครรภ์ แม่ท้องห้ามทำอะไรบ้าง

อัลตราซาวนด์สำคัญอย่างไร เหตุผลที่คุณแม่ท้องควรตรวจทุกไตรมาส

ที่มาข้อมูล : 1 2