ตกเลือดหลังคลอด อันตรายไหม ป้องกันได้อย่างไรบ้าง?

หลังจากที่คลอดลูก คุณแม่อาจมีอาการตกเลือดหลังคลอด ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม แม้ว่าหลังจากการคลอดบุตรนั้น จะมีเลือด 

 208 views

หลังจากที่คลอดลูก คุณแม่อาจมีอาการตกเลือดหลังคลอด ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม แม้ว่าหลังจากการคลอดบุตรนั้น จะมีเลือดเสียออกมาส่วนหนึ่ง แต่หากคุณแม่พบว่าเลือดที่ขับออกมานั้นมีปริมาณสูง และไม่หยุดไหล ก็อาจส่งผลร้ายต่อชีวิตได้ วันนี้ Mama Story จะพาคุณแม่มาดูกันว่า อาการตกเลือดแบบไหนที่เสี่ยงอันตราย และต้องรีบไปพบแพทย์ พร้อมแล้ว ไปดูกันค่ะ

ตกเลือดหลังคลอด คืออะไร?

ตกเลือดหลังคลอด หรือที่คนไทยเรียกว่า “น้ำคาวปลา” เป็นภาวะที่มีการเสียเลือดมากกว่า 1000 มิลลิลิตรหลังจากที่คลอดรกเรียบร้อยแล้ว มักเกิดขึ้นตามธรรมชาติของร่างกาย ไม่ว่าจะคุณแม่จะคลอดธรรมชาติ หรือผ่าคลอดก็ตาม ล้วนเป็นกระบวนการกำจัดน้ำเมือกของร่างกาย ส่งผลให้เนื้อรก และเลือดที่ตกค้างหลังจากคลอดบุตรจะไหลออกมา คล้ายกับประจำเดือนนั้นเอง โดยอาการตกเลือดหลังคลอดนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ตกเลือดแบบเฉียบพลัน ภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด และตกเลือดภายหลัง ซึ่งเกิดจากการคลอดบุตรไปแล้ว 24 ชั่วโมง จนถึง 12 สัปดาห์หลังการคลอด หากคุณแม่พบว่าตัวเองมีอาการดังกล่าว ก็ควรรีบติดต่อแพทย์ผู้ดูแลโดยทันที

บทความที่เกี่ยวข้อง : อยู่ไฟหลังคลอดคืออะไร ยังจำเป็นอยู่ไหมสำหรับคุณแม่ยุคใหม่?

ตกเลือดหลังคลอด

ตกเลือดหลังคลอด เกิดจากอะไร?

อาการตกเลือด มักจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์หลังจากคลอดบุตร ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ นั้นมาจากการที่มดลูกไม่สามารถหดรัดตัว เพื่อกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ ร่วมกับการมีเลือดผิดปกติ โดยเกิดจากสาเหตุหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

1. กล้ามเนื้อมดลูกหดตัว

กล้ามเนื้อมดลูกหดตัว มักเกิดขึ้นในช่วงภาวะตกเลือดระยะแรก ซึ่งเกิดจากการที่เด็กมีขนาดตัวที่ใหญ่เกินไป หรือคลอดลูกแฝด ทำให้เกิดการฉีกขาดของปากมดลูกมากกว่าปกติ นอกจากนี้ยังอาจพบเนื้องอกภายในมดลูก และการคลอดที่มีเศษรกทิ้งไว้ ส่งผลให้เกิดเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดนั่นเอง ทั้งนี้ยังอาจเกิดจากการผิดปกติของหลอดเลือดที่แข็งตัวเฉียบพลันอีกเช่นกัน

2. การติดเชื้อรุนแรง

การติดเชื้ออย่างรุนแรง จะเกิดขึ้นในช่วงการตกเลือดระยะหลัง กล่าวคือหลังจากการคลอดผ่านไปประมาณ 2 วัน จนถึง 3 เดือน ทำให้เกิดการตกเลือดจำนวนมากออกมา ซึ่งการติดเชื้ออาจเกิดจากการที่ถุงน้ำคร่ำแตกก่อนการคลอดเป็นเวลานาน และมีการตรวจภายในหลายครั้ง รวมไปถึงในช่วงการคลอดที่อาจมีเศษรกติดอยู่ภายในโพรงมดลูก และการทำความสะอาดที่ไม่เกลี้ยงเกลาอีกด้วย

อาการตกเลือดหลังคลอด

อาการตกเลือดหลังจากคลอดบุตรนั้น มักมีอาการเลือดออกทางช่องคลอด รวมถึงอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

  • มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่
  • เวียนหัว และอ่อนเพลีย
  • หัวใจเต้นเร็ว หรือเต้นผิดปกติ
  • มีเลือดออกมากกว่าปกติ ต้องใช้ผ้าอนามัย 1 แผ่นต่อชั่วโมง
  • เลือดออกเป็นสีแดงสดติดต่อกันหลายวัน แม้ว่าจะพักผ่อนแล้วก็ตาม

จะรู้ได้อย่างไรว่าตกเลือดหลังคลอด?

สำหรับการตกเลือดหลังคลอดในระยะแรก คุณแม่สามารถสังเกตตัวเองได้ว่ามีเลือดออกมามากผิดปกติหรือไม่ และปริมาณเลือดที่ออกมานั้นสูง และไม่หยุดไหลจนเป็นลิ่มเลือดหรือเปล่า นอกจากนี้คุณแม่ยังอาจมีอาการอื่น ๆ รวมด้วย เช่น มีไข้ ปวดตัว ปวดท้องน้อย หรือมีอาการคล้ายจะเป็นลมร่วมด้วย ในขณะเดียวกัน การตกเลือดในระยะหลังคลอด มักจะมีลักษณะของเลือดออกในปริมาณที่น้อย ไปจนถึงปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และจะมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น มีไข้ ปวดตัว ปวดท้อง และหมดแรง เป็นต้น

หากคุณแม่พบว่าตัวเองมีอาการทั้ง 2 แบบหลังจากคลอดบุตร ไม่ว่าจะหลังการคลอดบุตร 1 วัน หรือหลัง 3 เดือนก็ตาม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยมดลูก และทำการรักษาทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่รุนแรง หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิตจากการเสียเลือดเลยก็ได้ ทั้งนี้การรักษาของแพทย์อาจมีการเย็บซ่อมมดลูก ขูดมดลูก ให้เลือด ให้สารแข็งตัวของเลือด และให้น้ำเกลือร่วมด้วย ดังนั้นหากคุณแม่พบว่าตัวเองมีอาการตกเลือดหลังคลอดนั้น ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

การรักษาอาการตกเลือดหลังคลอด

เมื่อคุณแม่มีอาการตกเลือดนั้น แพทย์จะทำการวินิจฉัยมดลูก โดยวิธีการดังต่อไปนี้

  • ตรวจมดลูก และเนื้อเยื่อบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • จ่ายยาจำพวกยาโพรสตาแกลนดินส์ ยาอ๊อกซิโตซิ และยาเออร์โกตามีน
  • นำรกเด็กที่ติดข้างอยู่ภายในออกจากมดลูก
  • ส่องกล้องผ่าตัด เพื่อดูสาเหตุของการตกเลือด
  • ตัดมดลูก ซึ่งอาจเป็นวิธีสุดท้ายที่แพทย์เลือกใช้สำหรับการรักษา

บทความที่เกี่ยวข้อง : 7 สัญญาณเตือนก่อนคลอด มีอาการอะไรบ้างที่คุณแม่ห้ามพลาด

ตกเลือดหลังคลอด

การป้องกันอาการตกเลือดหลังคลอด

สำหรับการป้องกันอาการตกเลือดหลังคลอด คุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้ง่าย ๆ ตั้งแต่รู้ว่าเริ่มตั้งครรภ์ โดยคุณแม่สามารถใช้วิธีป้องกันการตกด้วย ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  • ตรวจสุขภาพก่อนคลอด เพื่อที่จะได้ปรึกษา และขอคำแนะนำจากแพทย์
  • ดูแลตัวเองด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานยาบำรุงครรภ์ หรือวิตามินธาตุเหล็กอย่างต่อเนื่อง
  • หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำ ไปพบแพทย์ตามที่นัดหมายทุกครั้ง
  • ใช้วิธีตัดฝีเย็บขณะทำการคลอด เพื่อช่วยขยายปากช่องคลอดในการคลอดลูก
  • หลังจากคุณแม่คลอดลูก อาจมีการติดเชื้อในโพรงมดลูก และมีเศษรกติดอยู่ในโพรงมดลูก คุณแม่อาจพบเลือดสด ๆ เพิ่มมากขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

ตกเลือดหลังคลอด อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เพราะฉะนั้นหลังจากคลอดบุตร คุณแม่ควรดูแลสุขภาพตัวเองให้เป็นอย่างดี โดยควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ และหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณช่องคลอดที่อาจมีการบวมช้ำ และมีเลือดออกมามาก ดังนั้นหากคุณแม่พบว่าร่างกายผิดปกติ อย่าปล่อยทิ้งไว้นะคะ ต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

โยคะคนท้อง ดีต่อคุณแม่อย่างไร ช่วยให้คลอดลูกง่ายจริงไหม?

ผมร่วงหลังคลอด รักษาอย่างไร ทำไมคุณแม่ผมร่วงหลังคลอดลูก?

ทำหมันหญิง เป็นอย่างไร คุณแม่อยากทำหมันต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?

ที่มา : 1, 2, 3, 4