แม่ต้องรู้! คนท้องกินเมล็ดทานตะวันได้ไหม กินแล้วดีอย่างไร?

ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ สิ่งที่แม่ ๆ ควรเฝ้าระวังกันอีกอย่างเลยคือ เรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าเราจะกินอะไรเข้าไปก็ตาม หากเรากินตามใจตัวเอง 

 518 views

ในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ สิ่งที่แม่ ๆ ควรเฝ้าระวังกันอีกอย่างเลยคือ เรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าเราจะกินอะไรเข้าไปก็ตาม หากเรากินตามใจตัวเองมากจนเกินไป สิ่งนี้ก็อาจจะส่งผลกระทบทั้งต่อคุณแม่และลูกในท้องของเราได้เลย และสำหรับคุณแม่คนไหนที่กำลังเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า คนท้องกินเมล็ดทานตะวันได้ไหม กินแล้วจะส่งผลอย่างไรต่อเราและลูกในท้อง วันนี้มีคำตอบมาฝากแล้วค่ะ



รู้หรือไม่ว่า! แม่ท้องสามารถกินเมล็ดทานตะวันได้ไหม?

หากใครที่กำลังสงสัยกับคำพูดที่ว่า คนท้องกินเมล็ดทานตะวันได้ไหม บอกเลยค่ะว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถกินได้ เพราะค่อนข้างมีประโยชน์ต่อคุณแม่เป็นอย่างมาก ด้วยคุณประโยชน์ที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญแบบหลากหลาย แต่ในขณะเดียวกันคุณแม่ก็ไม่ควรที่จะกินในปริมาณที่มากจนเกิน เพราะการกินในปริมาณมาก หรือเกินขนาดที่กำหนด สิ่งนี้ก็อาจจะทำให้น้ำหนักของคุณแม่เพิ่มสูงขึ้นได้รวดเร็วเหมือนกัน ดังนั้นควรกินในปริมาณที่พอเหมาะจะดีกว่านะคะ
บทความที่เกี่ยวข้อง : คนท้องกินอัลมอนด์ได้ไหม กินแล้วดียังไง? ส่งผลดีต่อลูกในท้องได้หรือเปล่า


คนท้องกินเมล็ดทานตะวันได้ไหม


ประโยชน์ของเมล็ดทานตะวันดีอย่างไร?

การที่เราเลือกกินเมล็ดทานตะวันในช่วงการตั้งครรภ์นั้น บอกเลยนะคะสิ่งนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างส่งผลดีต่อคุณแม่มาก ๆ เลย ส่วนจะส่งผลดีทั้งต่อคุณแม่และลูกในท้องในเรื่องไหนกันบ้างนั้น หากพร้อมแล้วเรามาดูคำตอบประโยชน์ของเมล็ดทานตะวันกันได้เลย
บทความที่เกี่ยวข้อง : คนท้องกินไอติมได้ไหม กินแล้วเป็นอันตรายหรือไม่! วันนี้มีคำตอบ



1. ช่วยคลายเครียดได้

อย่างที่รู้กันดีว่าในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น ฮอร์โมนของคุณแม่ก็จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทำให้บางครั้งเราก็จะรู้สึกอารมณ์ร้อน หรือหงุดหงิดขึ้นมาได้บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้คุณแม่รู้สึกคลายเครียดขึ้นมาได้อีกอย่างเลยก็คือ การกินเมล็ดทานตะวัน เพราะภายในเมล็ดทานตะวันจะมีแร่ธาตุที่สำคัญอย่างแมกนีเซียมที่จะเข้ามาช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองของเรา จนทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้นในที่สุดนั่นเองค่ะ



2. ช่วยบำรุงหัวใจ

การที่เรากินเมล็ดทานตะวันเข้าไปนั้น เชื่อหรือไม่คะว่าสิ่งนี้สามารถช่วยเข้าไปบำรุงหัวใจให้กับเราได้ เพราะภายในตัวเมล็ดทานตะวันนั้นประกอบไปด้วยวิตามินอีที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังช่วยลดอาการอักเสบภายในร่างกายของเราได้ดีมาก ๆ ด้วยนะคะ ยิ่งใครที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ อาจจะลองหันมากินเมล็ดทานตะวันนะคะ



3. บำรุงต่อมไทรอยด์

หากใครที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไทรอยด์ เราก็อาจจะกินเมล็ดทานตะวันเพื่อเป็นการบำรุงต่อมไทรอยด์ได้เลยนะคะ เพราะภายในเมล็ดทานตะวันจะมีแร่ธาตุที่สำคัญอย่างซีลีเนียมที่จะเข้ามาเป็นตัวช่วยทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

คนท้องกินเมล็ดทานตะวันได้ไหม


4. ผิวพรรณสวยเปล่งปลั่ง

ในช่วงของการตั้งครรภ์ ด้วยฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม สิ่งนี้ก็อาจจะทำให้คุณแม่มีผิวพรรณที่หมองคล้ำ หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้ เพราะฉะนั้นหากคุณแม่คนไหนที่อยากจะทำให้ผิวของเราดูสวยเปล่งปลั่งขึ้นมานั้น เราก็อาจจะต้องกินเมล็ดทานตะวันเสริมเข้าไปด้วยได้เลยนะคะ



5. มีโปรตีนค่อนข้างสูง

ที่สำคัญต้องบอกเลยว่าเมล็ดทานตะวันเป็นสิ่งที่ค่อนข้างมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ๆ เลยทีเดียว เพราะมีโปรตีนค่อนข้างสูง นอกเหนือจากนี้ยังมีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงตามไปด้วย หากคุณแม่คนไหนที่ไม่ค่อยชอบทานกินตับ หรือไข่แดง เราก็อาจจะหันมากินเมล็ดทานตะวันแทนสิ่งเหล่านี้ได้เลย



6. ช่วยลดอาการเหน็บชา

หารู้หรือไม่คะว่าการที่เรากินเมล็ดทานตะวันเข้าไปนั้น สิ่งนี้จะช่วยลดอาการเหน็บชาให้กับเราได้ดีด้วยเช่นกัน เพราะภายในเมล็ดทานตะวันนั้นจะอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญอย่างแมกนีเซียม และวิตามินบี 2 เมื่อไหร่ที่ร่างกายของเราได้รับสิ่งเหล่านี้เข้าไป ก็จะทำให้ระบบประสาทและสมองของเราทำงานได้ดีขึ้น แถมยังช่วยลดอาการเหน็บชาให้กับเราได้ด้วยนะคะ



7. ส่งเสริมทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น

สำหรับใครที่ค่อนข้างมีอาการเวียนหัวขึ้นมาบ่อย ๆ เชื่อหรือไม่คะว่าการที่เรากินเมล็ดทานตะวันเข้าไป สิ่งนี้ก็อาจจะทำให้ระบบไหลเวียนเลือดของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกันมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้สุขภาพร่างกายของเราดีขึ้นตามไปด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเมนูอาหารที่ค่อนข้างมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ๆ ใช่ไหมคะ



เกิดอะไรขึ้นหากเรากินเมล็ดทานตะวันมากจนเกินไป

เมื่อไหร่ที่เรากินเมล็ดทานตะวันมากจนเกินไป บอกเลยค่ะว่าสิ่งที่เรากินเข้าไปนั้นจะมีประโยชน์อยู่ก็จริง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรากินเข้าไปในปริมาณมาก หรือกินเกินปริมาณที่กำหนดไว้ สิ่งนี้ก็อาจจะส่งผลอันตรายต่อเราและลูกในท้องได้ง่ายเลย ส่วนจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น มาดูกันเลยค่ะ
บทความที่เกี่ยวข้อง : คนท้องกินละมุดได้ไหม ผลไม้ชนิดนี้มีประโยชน์จริงหรือเปล่า?


คนท้องกินเมล็ดทานตะวันได้ไหม


1. โซเดียมสูง

ถึงแม้เมล็ดทานตะวันที่เรากินเข้าไปนั้น จะมีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่ก็จริง แต่ก็ต้องบอกว่าเมล็ดทานตะวันก็ค่อนข้างมีโซเดียมสูงอยู่เช่นเดียวกัน และถ้าเมื่อไหร่ที่เรากินตามใจตัวเองมากจนเกินไป โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงปริมาณเลย สิ่งนี้ก็อาจจะทำให้ร่างกายของเราได้รับโซเดียมเข้าไปในปริมาณมาก จนบางครั้งก็อาจจะส่งผลกระทบตามมาทีหลังได้



2. แคลอรี่สูง

อย่างที่ทราบกันดีค่ะว่าเมล็ดทานตะวันนั้นมีความอร่อย และเป็นรสชาติที่ถูกใจของใครหลายคน จนบางครั้งก็อาจจะทำให้เรากินเข้าไปโดยที่ไม่ได้คำนึงถึงปริมาณที่กินเข้าไป ซึ่งผลที่ตามมาอีกอย่างก็อาจจะทำให้คุณแม่มีน้ำหนักที่เพิ่มสูงขึ้นได้ เพราะเมล็ดทานตะวันก็ค่อนข้างมีแคลอรี่สูง จึงไม่แปลกที่คุณแม่จะมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาได้ง่าย ๆ ดังนั้นก่อนที่เราจะกินเมล็ดทานตะวันเข้าไป เราอาจจะต้องทำการคำนวณปริมาณการกิน หรืออาจจะต้องควบคุมน้ำหนักตามไปด้วยนะคะ



3. มีแคดเมียม

สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงต่อมาเลยคือ แน่นอนว่าภายในเมล็ดทานตะวันที่เรากินเข้าไปนั้น อาจจะมีแคดเมียมผสมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่ร่างกายของเราได้รับสิ่งนี้เข้าไป ก็อาจจะส่งผลไม่ดีต่อไตของเรา ซึ่งอาจจะทำให้ไตทำงานได้ไม่เต็มที่ และอาจจะเกิดสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ตามมาได้เหมือนกัน และเพื่อสุขภาพที่ดีมากขึ้น ก่อนที่เราจะกินเมล็ดทานตะวันเข้าไป เราอาจจะต้องดูรายละเอียดต่าง ๆ ให้ดีก่อน พยายามกินในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อที่ร่างกายของเราจะได้แข็งแรง และได้รับประโยชน์กันอย่างเต็มที่กันนะคะ



เมล็ดทานตะวันน่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนหลายได้ยิน หรือเคยชิมมาอยู่บ้างแล้ว ซึ่งต้องบอกเลยว่าสิ่งนี้เป็นอะไรที่ค่อนข้างส่งผลดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ๆ เลย เอาเป็นว่าหากคุณแม่คนไหนที่กำลังมองหาของกินเล่นอยู่ในตอนนี้ เมล็ดทานตะวันถือเป็นหนึ่งในเมนูอาหารที่มีประโยชน์ และไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ แถมยังเป็นของกินที่อร่อยถูกใจ สามารถกินได้เลยนะคะ


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

คนท้องกินแก้วมังกรได้ไหม กินผลไม้ช่วงตั้งท้อง ดีอย่างไร?

คนท้องกินลูกชิ้นได้ไหม กินบ่อยเกินไป จะเกิดอะไรขึ้นมาดูกัน

คนท้องกินมาม่าได้ไหม อาหารกันตาย อันตรายต่อแม่ท้องหรือเปล่า ? 

ที่มา : 1, 2